สถิติ แนวข้อสอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา...

คำถาม
46
กระดาษคำตอบ
29
สุ่มคำถาม
2900
ตอบถูก
4
ประเมินผล
0%
ผู้เยี่ยมชม
0%

ทำข้อสอบออนไลน์


G-Code
รหัสสำหรับทำข้อสอบออนไลน์ ยืนยันตัวตนด้วยการเสียบบัตรประชาชนบนเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด

QR-Code...

คำถาม แนวข้อสอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา...

46 รายการ | หน้าที่ 2 | 11-20
พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลที่ยังไม่รู้จักชื่อโดยได้แสดงพยานหลักฐานประกอบอันแสดงว่า มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลที่ยังไม่รู้จักชื่อนั้นน่าจะได้กระทำความผิดและหลบหนีอยู่ทั้งนี้ โดยมีภาพทางโทรทัศน์วงจรปิดประกอบการพิจารณาของศาลด้วย ศาลพิจารณาแล้วจึงออกหมายจับบุคคลที่ยังไม่รู้จักชื่อนั้นตามรูปพรรณที่ปรากฏในภาพโทรทัศน์วงจรปิดตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน และเพื่อที่จะได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี พนักงานสอบสวนได้ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ให้ช่วยเผยแพร่ภาพโทรทัศน์วงจรปิดดังกล่าวด้วย ต่อมานายสุจริตซึ่งเป็นบุคคลในภาพทางโทรทัศน์วงจรปิดที่มีการเผยแพร่ภาพทางโทรทัศน์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายจับ โดยยอมรับว่าตนเป็นบุคคลในภาพโทรทัศน์วงจรปิดที่สถานีวิทยุโทรทัศน์นำออกเผยแพร่ แต่ตนมิได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับตนนั้นเสียให้วินิจฉัยว่าการออกหมายจับของศาลชอบหรือไม่และ การที่พนักงานสอบสวนได้ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ให้ช่วยเผยแพร่ภาพทางโทรทัศน์เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์ และจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 357 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 4 ปี และให้นำโทษจำคุก 2 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสองให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่
ธนาคารกรุงธน จำกัด ฟ้องขอให้ลงโทษนายสองจำเลย ฐานปลอมตั๋วเงิน ใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 และ 341 (เฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341เป็นความผิดต่อส่วนตัว) ศาลมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 9 มีนาคม 2550 เวลา 9 นาฬิกาโจทก์ทราบวันนัดแล้ว เจ้าพนักงานศาลได้ปิดหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่บ้านจำเลย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2550 ซึ่งโจทก์ได้ทราบการปิดหมายดังกล่าวแล้ว ถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยไปศาล ทนายโจทก์เห็นว่า การส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยยังไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์และทนายโจทก์จึงไม่ไปศาล ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2550 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสองในความผิดเรื่องเดียวกันและข้อหาเดียวกันต่อศาลอีก ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องทุกฐานความผิด ให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษายกฟ้องและคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชอบหรือไม่
พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนกรณีนายชดถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฆ่านายมิตร แต่เมื่อพนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานจากการสอบสวนแล้ว เห็นว่าคดีมีหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายชด ต่อมานายมั่นบิดาของนายมิตรได้ดำเนินการฟ้องนายชดในความผิดฐานฆ่านายมิตร ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น นายชดได้ทำการตกลงกับนายมั่นโจทก์ยอมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่นายมั่นจนเป็นที่พอใจ โดยนายมั่นตกลงจะช่วยเหลือนายชดด้วยการดำเนินคดีไปในทางที่ให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการได้ทราบถึงเรื่องดังกล่าวจึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายมั่น แต่นายชดคัดค้านว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ เพราะพนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องตนมาแล้วให้วินิจฉัยว่า พนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้หรือไม่
พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนนายดำซึ่งถูกกล่าวหาว่า นายดำฆ่านายขาวโดยเจตนา และมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายดำตามข้อกล่าวหา แล้วส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ พนักงานอัยการพิจารณาแล้ว สั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติม โดยให้พนักงานสอบสวนทำแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุอย่างละเอียด และถ่ายรูปบริเวณสถานที่ข้างเคียงประกอบด้วย พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการครบถ้วน แต่ในระหว่างที่ไปทำแผนที่และถ่ายรูปนั้น พนักงานสอบสวนได้พบกับนายเดชและนายฤทธิ์ บุคคลทั้งสองอ้างว่า ขณะเกิดเหตุตนรู้เห็นเหตุการณ์และยืนยันว่านายดำไม่ใช่คนร้าย พนักงานสอบสวนจึงได้บันทึกปากคำนายเดชและนายฤทธิ์ไว้ และทำความเห็นใหม่ว่า ควรสั่งไม่ฟ้องนายดำตามข้อกล่าวหา แล้วส่งบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของพนักงานอัยการพร้อมบันทึกคำให้การของนายเดชและนายฤทธิ์ กับความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายดำไปยังพนักงานอัยการให้วินิจฉัยว่า การที่พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของนายเดชและนายฤทธิ์ และทำความเห็นใหม่ถูกต้องหรือไม่ เพียงใด
นายเขียว นายจ้อย และนายแก้วเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทสามสหาย จำกัด วันหนึ่งนายแก้วซึ่งเป็นกรรมการบริษัทได้ลงรายการเท็จในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและทำปลอมทะเบียนผู้ถือหุ้น นายเขียวจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่นายแก้วในข้อหาปลอมเอกสาร พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายแก้วในความผิดฐานปลอมเอกสารต่อศาล ต่อมานายเขียวได้ยื่นฟ้องนายแก้วต่อศาลในความผิดฐานเดียวกันวันที่ 16 มกราคม 2549 นายเขียวยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โดยไม่ได้ระบุว่าถอนฟ้องเพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลอนุญาต ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2549 นายเขียวและนายจ้อยต่างยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีที่นายแก้วเป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารดังกล่าว ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายเขียวและนายจ้อยให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชอบหรือไม่
คดีอาญาเรื่องหนึ่งซึ่งจำเลยให้การต่อสู้คดี หลังจากพนักงานอัยการโจทก์และจำเลยนำสืบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์ส่งบันทึกคำให้การพยานโจทก์ที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนแก่ศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยคดี และนัดฟังคำพิพากษาหลังจากนั้น 7 วัน โจทก์คัดค้านว่าศาลไม่มีอำนาจเรียกเอกสารดังกล่าว เพราะศาลมีอำนาจเรียกได้แต่สำนวนการสอบสวนเท่านั้น ส่วนจำเลยก็คัดค้านเช่นกันว่าการที่ศาลสั่งเช่นนั้นเท่ากับเป็นการสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติม จึงต้องกระทำต่อหน้าจำเลยและต้องให้จำเลยมีโอกาสนำสืบพยานหลักฐานหักล้างด้วยให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของโจทก์และจำเลยดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไป 500,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้อง เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืนโจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท คืนแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้ยืมเงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์จริงแต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงิน 500,000 บาท คืนแก่โจทก์แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะได้นำสืบพยานต่อไป จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยานชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ปรากฏว่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จ จำเลยที่ 1 แถลงไม่สืบพยานให้วินิจฉัยว่า ศาลชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามฟ้องหรือไม่
พันตำรวจตรีเสือพนักงานสอบสวนซึ่งนั่งดูโทรทัศน์วงจรปิดถ่ายทอดคูหาเลือกตั้งอยู่บนสถานีตำรวจได้เห็นนายช้างกำลังฉีกบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในหน่วยเลือกตั้ง จึงโทรศัพท์สั่งให้จ่าสิบตำรวจหมูไปเชิญนายช้างมาพบ จ่าสิบตำรวจหมูเข้าไปทำการจับนายช้างโดยแจ้งว่าต้องถูกจับ แจ้งข้อกล่าวหาว่าทำความเสียหายต่อบัตรเลือกตั้งซึ่งมีความผิดต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท และแจ้งสิทธิต่าง ๆ ของผู้ถูกจับตามกฎหมาย ทั้งได้ทำการค้นพบบัตรเลือกตั้งที่ถูกฉีกอยู่ในกระเป๋าเสื้อของนายช้าง จึงยึดไว้เป็นของกลางแล้วพานายช้างไปมอบให้พันตำรวจตรีเสือพร้อมของกลาง พันตำรวจตรีเสือถามข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวนายช้างแล้วแจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าได้กระทำผิดและแจ้งข้อหาให้ทราบ และเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่านายช้างจะหลบหนี จึงสั่งให้นายช้างไปศาลเพื่อที่จะขอให้ศาลออกหมายขังโดยทันทีให้วินิจฉัยว่า การดำเนินการข้างต้นของพันตำรวจตรีเสือและจ่าสิบตำรวจหมู ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษและจำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 5 ปีให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยจะฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้หรือไม่
ทั้งหมด 46 ราย | จำนวน 5 หน้า | <<หน้าแรก <ก่อนหน้า ถัดไป> หน้าสุดท้าย>>