สถิติ แนวข้อสอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา...

คำถาม
46
กระดาษคำตอบ
29
สุ่มคำถาม
2900
ตอบถูก
4
ประเมินผล
0%
ผู้เยี่ยมชม
0%

ทำข้อสอบออนไลน์


G-Code
รหัสสำหรับทำข้อสอบออนไลน์ ยืนยันตัวตนด้วยการเสียบบัตรประชาชนบนเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด

QR-Code...

คำถาม แนวข้อสอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา...

46 รายการ | หน้าที่ 3 | 21-30
พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว หากข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏด้วยว่า ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาและสอบสวนจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามที่พิจารณาได้ความมาก่อนเลย หากพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนคดีนี้โดยมิได้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่
พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว หากข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏด้วยว่า ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาและสอบสวนจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามที่พิจารณาได้ความมาก่อนเลย ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่
สิบตำรวจโทยงยุทธเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอ่างทอง ได้ออกตรวจท้องที่พบนายชดมีท่าทางพิรุธจึงเข้าทำการตรวจค้น นายชดเกรงว่าสิบตำรวจโทยงยุทธจะตรวจพบยาบ้าที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง จึงชักอาวุธปืนยิงสิบตำรวจโทยงยุทธแต่ไม่ถูก สิบตำรวจโทยงยุทธจึงชกนายชดถูกบริเวณปลายคางเป็นเหตุให้นายชดล้มลงศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย กรณีของสิบตำรวจโทยงยุทธ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แต่เห็นว่าพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า สิบตำรวจโทยงยุทธได้ปฏิบัติตามหน้าที่และป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ส่วนกรณีของนายชด พนักงานสอบสวนเห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว จึงเสนอความเห็นควรสั่งยุติคดี จากนั้นพนักงานสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นทั้งสองกรณีไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาต่อไปให้วินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการส่งสำนวนการสอบสวนทั้งสองกรณีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นายสมศักดิ์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสัมพันธ์ ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ระหว่างการสอบสวน นายสัมพันธ์ทราบว่าตนถูกกล่าวหา จึงเข้าหาพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานและสอบคำให้การของนายสัมพันธ์ไว้ในฐานะผู้ต้องหาโดยปรากฏว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าต้องหาได้กระทำผิดก่อนแจ้งข้อหาให้ทราบ หากก่อนถามคำให้การ พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำได้ ให้วินิจฉัยว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการดังกล่าวการสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องหรือไม่
นายสมศักดิ์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสัมพันธ์ ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ระหว่างการสอบสวน นายสัมพันธ์ทราบว่าตนถูกกล่าวหา จึงเข้าหาพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานและสอบคำให้การของนายสัมพันธ์ไว้ในฐานะผู้ต้องหาโดยปรากฏว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าต้องหาได้กระทำผิดก่อนแจ้งข้อหาให้ทราบ กรณีนี้การสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องหรือไม่
นายชัยกับนายชอบทะเลาะวิวาทกัน นายชัยชกที่ใบหน้านายชอบ 1 ครั้ง นายชอบโกรธจึงใช้อาวุธปืนยิงนายชัย 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกนายชัย แต่พลาดไปถูกนางเพลินภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายเฟื่องถึงแก่ความตาย นายชัยและนายชอบต่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีซึ่งกันและกัน นายชัยให้การรับสารภาพว่าได้ทำร้ายนายชอบจริง พนักงานอัยการจึงแยกฟ้องนายชัยในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับนายชัย 500 บาท คดีถึงที่สุด ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชอบในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและฆ่าผู้อื่น นายชอบให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายชัยและนายเฟื่องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
สิบตำรวจเอกธรรมเดินผ่านบ้านของนายแดง เมื่อเวลาประมาณ 13 นาฬิกา เห็นนายขาวกำลังใช้มีดดาบฟันนายเขียวหลายครั้งในบ้านของนายแดง จึงเข้าไปในบ้านเพื่อจับนายขาว โดยยังไม่ได้รับความยินยอมจากนายแดงสิบตำรวจเอกธรรมได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับกุมนายขาว นายขาวได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมสิบตำรวจเอกธรรมเข้าจับนายขาวไว้ได้โดยไม่ทันแจ้งแก่นายขาวว่าเขาต้องถูกจับ แล้วนำตัวนายขาวส่งสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่ทำการจับ นายขาวต่อสู้ว่า การค้นและการจับไม่ชอบให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายขาวฟังขึ้นหรือไม่
จำเลยขับรถยนต์โดยสารพลิกคว่ำเป็นเหตุให้นายโทถึงแก่ความตายและนายดำได้รับอันตรายสาหัสต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2548 นางระทมมารดาของนายโทได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายโทถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 สำนวนหนึ่ง และนายดำได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีกสำนวนหนึ่งศาลสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลจึงให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ แต่หลบหนีคดีไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็เข้ามอบตัวต่อสู้คดี ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลสอบถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความศาลจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยมิได้ตั้งทนายความให้จำเลย จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลมีคำสั่งกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานก่อนกำหนดวันนัดสืบพยาน โดยแจ้งให้คู่ความทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน 7 วัน ครั้นถึงวันตรวจพยานหลักฐาน นางระทมมาศาล แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน ส่วนนายดำทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลเห็นว่าเมื่อนางระทมมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้เท่ากับไม่มีพยานมาสืบจึงพิพากษายกฟ้องของนางระทม ส่วนนายดำไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐาน จึงให้ยกฟ้องของนายดำด้วย ให้วินิจฉัยว่าศาลพิพากษายกฟ้องของนางระทมและของนายดำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
จำเลยขับรถยนต์โดยสารพลิกคว่ำเป็นเหตุให้นายโทถึงแก่ความตายและนายดำได้รับอันตรายสาหัสต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2548 นางระทมมารดาของนายโทได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายโทถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 สำนวนหนึ่ง และนายดำได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีกสำนวนหนึ่งศาลสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลจึงให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ แต่หลบหนีคดีไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็เข้ามอบตัวต่อสู้คดี ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลสอบถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความศาลจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยมิได้ตั้งทนายความให้จำเลย จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลมีคำสั่งกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานก่อนกำหนดวันนัดสืบพยาน โดยแจ้งให้คู่ความทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน 7 วัน ครั้นถึงวันตรวจพยานหลักฐาน นางระทมมาศาล แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน ส่วนนายดำทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลเห็นว่าเมื่อนางระทมมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้เท่ากับไม่มีพยานมาสืบจึงพิพากษายกฟ้องของนางระทม ส่วนนายดำไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐาน จึงให้ยกฟ้องของนายดำด้วย ให้วินิจฉัยว่าศาลพิจารณาคดีไปโดยมิได้ตั้งทนายความให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นายเด็ดกระทำความผิดอาญาฐานหนึ่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถเปรียบเทียบได้ และนายเด็ดเป็นนักศึกษากระทำความผิดเป็นครั้งแรก น่าจะกลับตนเป็นคนดีได้ ไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก จึงทำการเปรียบเทียบนายเด็ดเสร็จสิ้นแล้ว นายเด็ดได้ใจคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจเกรงใจบิดาตน ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล ได้กระทำความผิดฐานเดียวกันและพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบอีกสองครั้ง ต่อมานายเด็ดกระทำความผิดคดีเช่นนั้นอีก พนักงานสอบสวนเห็นว่านายเด็ดไม่เข็ดหลาบ จึงทำการสอบสวนโดยไม่เปรียบเทียบคดีนั้นอีกแล้วสรุปสำนวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องนายเด็ด แล้วส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการ พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่านายเด็ดกระทำความผิดจริง แต่นายเด็ดเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย ถ้าฟ้องต่อศาลอาจถูกจำคุกเสียอนาคตได้ ควรให้ความปรานีโดยการเปรียบเทียบดังนี้ พนักงานอัยการจะต้องดำเนินการอย่างไร และพนักงานสอบสวนจะโต้แย้งคัดค้านได้หรือไม่ (เนติ 57 )
ทั้งหมด 46 ราย | จำนวน 5 หน้า | <<หน้าแรก <ก่อนหน้า ถัดไป> หน้าสุดท้าย>>